'คอมพิวเตอร์' เพื่อเด็กไทยวันนี้

โดยเหตุที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญ ที่โยงระบบข้อมูลข่าวสาร การผลิต การค้า ฯลฯ ให้ทั่วโลกเชื่อมถึงกัน โดยสะดวกรวดเร็ว จนเรียกว่าเป็นยุคแห่งโลกไร้พรมแดน ด้วยเหตุนี้เองทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความจำเป็นยิ่งยวดของการเข้าถึงวิทยาการดังกล่าว ซึ่งก็รวมถึงการจัดการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน ที่แต่เดิมเป็นแค่วิชาเลือกสำหรับนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ มาถึงวันนี้ คอมพิวเตอร์ถูกปรับเป็นวิชาบังคับสำหรับทุกแผนการเรียน

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 เองก็ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยกำหนดให้มีการจัดทำร่างแผนแม่บทเพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ มาใช้เพื่อการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งให้เด็กไทยมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อย่างน้อยเพื่อการพิมพ์งาน คำนวณ การสร้างแผนภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูล และสามารถเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าสู่ข่าวสารข้อมูลได้ ในร่างแผนแม่บทดังกล่าว ยังหวังให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวการที่นำไปสู่การศึกษาตลอดชีวิต

โดยระบุชัดเจนว่า รัฐต้องทุ่มเทเงิน และให้ถือเป็นนโยบายในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างลักษณะนิสัยการเรียนรู้ใหม่ให้กับเด็กไทย โดยเน้นที่การเรียนรู้และค้นคว้าด้วยตนเอง การมุ่งเปลี่ยนแปลงนิสัยการเรียนรู้ของเด็กไทย จากการรอฟังจากครูมาสู่การเรียนรู้ด้วยตัวเอง และรักการค้นคว้านั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นสิ่งพึงประสงค์

ทว่า การตัดสินใจใช้คอมพิวเตอร์เครื่องมือเปลี่ยนนิสัยการเรียนรู้ของเด็กๆ สำหรับสังคมไทยเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา โดยมีข้อมูลประกอบการจัดทำร่างแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาที่ชี้ชัดว่า ยังมีช่องว่างอีกมากของการที่โรงเรียนจะใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทคโนโลยีสารสนเทศ แน่นอนว่า การสร้างนิสัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กไทย

สิ่งจำเป็นเบื้องต้นคือ จะต้องมีความพร้อมในด้านอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องไม้ แต่สภาพการณ์ที่สังคมไทยกำลังเผชิญก็คือความขาดแคลน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ประเมินไว้ว่า หากเด็กนักเรียนจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในระดับที่พอเพียง จะต้องหาเครื่องมาเพิ่มให้ได้ถึง 2.5 แสนเครื่อง ซึ่งอุปสรรคเรื่องงบประมาณยังถือเป็นประเด็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่น้อยนิดก็ยังถูกใช้งานไม่คุ้มค่า เนื่องมาจากขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ นั่นก็คือครูในโรงเรียน ที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระดับที่จะถ่ายทอดให้แก่ผู้เรียนได้ อุปสรรคมีเหตุจากทั้งการขาดฐานข้อมูล ขาดคู่มือแนะนำการใช้ซอฟต์แวร์ ไม่มีเวลาเข้าฝึกอบรม ที่สำคัญ คือครูขาดทักษะด้านภาษาอังกฤษ ไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอันเนื่องมาจากการขาดโครงสร้างพื้นฐาน มีข้อมูลว่าโรงเรียนประถมกว่า 300 แห่ง และโรงเรียนมัธยมอีก 379 แห่งที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนโรงเรียนประถม 24,267 แห่งไม่มีโทรศัพท์  

นิสัยการเรียนรู้แบบไทยๆ

ลักษณะนิสัยการเรียนรู้ของผู้เรียนถูกมองเป็นอุปสรรคของการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อด้วยเช่นกัน บวร ปภัสราธร คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีข้อสังเกตว่าการจัดทำร่างแผนแม่บทเพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนนั้น ไม่ได้พูดถึงลักษณะนิสัยการเรียนรู้ของคนไทยเลย ทั้งที่แต่ละชาติมีลักษณะนิสัยการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน อาจารย์บวรขยายความว่า ลักษณะนิสัยการเรียนรู้ของคนตะวันออก โดยเฉพาะคนไทยไม่เหมือนของคนตะวันตก คนไทยชอบฟัง ความรู้ที่ได้ประมาณ 70-80% ได้จากการฟังครู

จากการสังเกตกลุ่มเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งถึงลักษณะนิสัยการเรียนรู้และพฤติกรรมการเข้าสู่ข้อมูลข่าวสาร พบว่าเด็กได้ความรู้จากครูเป็นอันดับหนึ่ง ถัดมาเป็นการพูดคุยกับเพื่อนลักษณะจัดกลุ่มติวแล้ว จึงเข้าห้องสมุดเพื่อค้นคว้า การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอันดับสุดท้ายที่เด็กจะเลือกใช้เพื่อเข้าสู่ข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง

แต่การเปลี่ยนแบบเฉียบพลันในขณะที่เด็กไทยมีลักษณะนิสัยที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนเขา ทำไมโปรแกรมแชทจากอินเทอร์เน็ตถึงได้เป็นที่นิยมในเมืองไทย ซึ่งในต่างประเทศไม่ฮิตนะ ก็เพราะเราชอบคุย การจะทุ่มงบซื้อคอมพ์ ให้เด็กใช้ ไม่เพียงทำได้ยากเพราะข้อจำกัดทั้งงบประมาณ และบุคลากรแล้ว ยังเสี่ยงที่จะสูญเปล่า อาจารย์บวร กล่าว หากจะเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ของเด็กไทย

ในช่วงรอยต่อนี้ อาจารย์บวรเห็นว่า น่าจะเริ่มเปลี่ยนนิสัยครูก่อน ให้ครูมีคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือการเข้าสู่ข่าวสารข้อมูล การลงทุนสูงควรรอบคอบและมียุทธศาสตร์ที่ไม่ข้ามขั้นตอน ในช่วงรอยต่อที่งบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่พร้อมนี้ หันมาให้ความสำคัญและทุ่มเททรัพยากรให้เพื่อพัฒนาครูก่อน เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องที่ค้นพบแล้วเสียก่อน ในต่างประเทศนอกจากมีข้อได้เปรียบในการมีลักษณะนิสัยรักการค้นคว้าอยู่แล้ว การส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญสังคมให้ความสำคัญ และไม่ปล่อยให้ครูโดดเดี่ยว เช่น หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ จะมีเวบไซต์ซึ่งเป็นบริการเสริมของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ที่จะมีประเด็นสำหรับการพูดคุย และแผนการสอนประกอบมากับข่าวด้วย โดยจะมีรายละเอียดว่าในเนื้อหาของข่าวมีจุดใดบ้างที่สามารถนำมาพูดคุยกับเด็กๆ ได้ ประเด็นใดสามารถนำไปค้นคว้าต่อได้ และเนื้อหาใดสอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับการศึกษาใด

มีแผนการสอนสำหรับครู ประสบการณ์ ร.ร.นานาชาติ มีตัวอย่างของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยที่สามารถทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่การที่จะประสบความสำเร็จได้ มีหลายปัจจัยประกอบกัน คือนอกจากผู้บริหารและผู้ปกครองต้องเห็นความสำคัญแล้วเงินเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากจะต้องจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอต่อความต้องการ ผู้บริหารต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ และพร้อมที่จะวางแผนการสอนร่วมกับอาจารย์ประจำวิชา เพื่อจัดกิจกรรมที่เหมาะสมที่จะเรียนการใช้คอมพิวเตอร์ไปพร้อมๆ กับการเรียนวิชาอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ระบบบริหารจัดการจะต้องเอื้อต่อครูที่สอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนนานาชาติให้สามารถตัดสินใจได้เองในการเลือกซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาทดลองใช้ก่อน เพื่อหาโปรแกรมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งนี้ ราคาโปรแกรมชุดละประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป แม้แต่โปรแกรมตัดต่อหนังที่มีราคา 13,000 ก็สามารถซื้อได้ และถ้าตัดสินใจนำมาใช้ต้องซื้อให้ครบจำนวนเครื่องที่จะใช้ เช่นมี 10 เครื่องก็ต้องซื้อ 10 ชุด ราคา 130,000 บาท ให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ในขณะที่ถ้าเป็นโรงเรียนไทยแม้จะมีเงินซื้อก็ต้องผ่านขั้นตอนมากมายในการจัดซื้อ และปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนในโรงเรียนนานาชาติได้ เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ดีน่าสนใจ และมีหลากหลายในตลาดนั้น เป็นโปรแกรมภาษาอังกฤษ ไม่เป็นอุปสรรคในการนำมาใช้ในโรงเรียนนานาชาติ เพราะเด็กๆ ไม่มีปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษ ในขณะที่โปรแกรมช่วยสอนที่เป็นภาษาไทยแห้งแล้งมากไม่น่าสนใจ หากโรงเรียนไทยต้องใช้ก็ต้องสร้างใหม่เอง และก็วนกลับมาที่ปัญหาเดิมคือไม่มีเงินจ้างบุคลากรที่พร้อม อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะสร้างนิสัยการเรียนรู้ให้เด็กไทยรักการค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเองนั้น ต้องนับว่าคอมพิวเตอร์ก็เป็นคำตอบที่สอดคล้องกับยุคสมัย กระนั้น สังคมไทยได้ผ่านประสบการณ์มาไม่น้อยในเรื่องของความสูญเปล่าจากการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในท่ามกลางความไม่พร้อมพอของทั้งบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในเมื่อนโยบายในเรื่องเดียวกันนี้ก็ยังเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง โดยปัญหาที่ปรากฏยังถูกให้น้ำหนักน้อยเต็มที ผู้ที่ผลักดันนโยบายดังกล่าวคงต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมด้วยว่างานนี้ไม่ได้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง

กว่าจะเข้าถึงคอมพิวเตอร์ โรงเรียนไทยมุ่งสอนคอมพิวเตอร์เป็นวิชาเป้าหมายสูงสุดเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นโปรแกรมเมอร์ ในขณะที่มีอัตราเฉลี่ยนักเรียนประถม 137 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ส่วนในระดับมัธยม 53 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง โรงเรียนรัฐบาลระดับมัธยมในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง มีคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 100 เครื่อง มีนักเรียนทั้งหมด 3,000 คน โดยนักเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าใช้ประมาณ 300-600 บาท ส่วนในโรงเรียนนานาชาติมีนโยบายสอนคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักเรียนใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานเหมือนปากกา ยางลบ และแต่ละห้องเรียนมีนักเรียนประมาณ 18 คน ในระดับอนุบาลมีคอมพิวเตอร์ประจำห้อง 4 เครื่อง ส่วนระดับอื่นมีคอมพิวเตอร์ประจำห้องเรียนประมาณ 2-3 เครื่อง และมีมินิแล็บห้องละ 12 เครื่อง เท่านี้น่าจะเห็นความแตกต่างกันในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ชัดเจน

อ้างอิง : รมณ รวยแสน

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

VERY GOOD ไม่ใช่ว่าเด็กไทยเราจะเล่นสนุกอย่างเดียวนะครับ
บางครั้งเราก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ด้วย
อย่ามองเด็กในแง่ลบอย่างเดียวเรามีความคิดเหมือนกันนะครับไม่ใช่ว่าเล่นสนุกไปวันๆถ้าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในคอมพิวเตอร์มากขึ้นผมเชื่อว่าเราคงจะได้ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์มากขึ้นอ่ะครับ ควรให้เด็กในที่ต่างๆได้ศึกษาคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นเราต้องปลูกจิตสำนึกให้เด็กรู้จักการใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลมากขึ้น

#6 By เกษม เลี้ยวศิริวัฒนกุล ม.4/1 เลขที่ 1 (124.121.222.94) on 2008-06-09 23:39

ไม่ใช่ว่าเด็กไทยเราจะเล่นสนุกอย่างเดียวนะครับ
บางครั้งเราก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ด้วย
อย่ามองเด็กในแง่ลบอย่างเดียวเรามีความคิดเหมือนกันนะครับไม่ใช่ว่าเล่นสนุกไปวันๆถ้าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในคอมพิวเตอร์มากขึ้นผมเชื่อว่าเราคงจะได้ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์มากขึ้นอ่ะครับ ควรให้เด็กในที่ต่างๆได้ศึกษาคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นเราต้องปลูกจิตสำนึกให้เด็กรู้จักการใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลมากขึ้น

#5 By พงศ์ปณต ม4/x เลขที่5 (124.120.69.180) on 2008-06-09 18:00

ไม่ใช่ว่าเด็กไทยเราจะเล่นสนุกอย่างเดียวนะครับ
บางครั้งเราก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ด้วย
อย่ามองเด็กในแง่ลบอย่างเดียวเรามีความคิดเหมือนกันนะครับไม่ใช่ว่าเล่นสนุกไปวันๆถ้าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในคอมพิวเตอร์มากขึ้นผมเชื่อว่าเราคงจะได้ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์มากขึ้นอ่ะครับ ควรให้เด็กในที่ต่างๆได้ศึกษาคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นเราต้องปลูกจิตสำนึกให้เด็กรู้จักการใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลมากขึ้น

#4 By พงศ์ปณต (124.120.69.180) on 2008-06-09 17:59

ได้รู้ว่าปัจจุบันเด็กไทยบางโรงเรียนยังไม่มีคอมพิวเตอร์เรียนหรือนั่ง2-3คนต่อเครื่อง หรือปัจจุบันเด็กไทยไม่ใช้คอมฯในการค้นหาข้อมูลแต่ใช้เพื่อเล่นสนุก และปัจจุบันก็ยังแก้ไม่หายdouble wink

#3 By ณัฐพจน์ ม4/6 เลขที่13 (119.42.65.83) on 2008-06-06 11:31

ได้รู้ว่าปัจจุบันเด็กไทยบางโรงเรียนยังไม่มีคอมพิวเตอร์เรียนหรือนั่ง2-3คนต่อเครื่อง หรือปัจจุบันเด็กไทยไม่ใช้คอมฯในการค้นหาข้อมูลแต่ใช้เพื่อเล่นสนุก และปัจจุบันก็ยังแก้ไม่หายdouble wink

#2 By ณัฐพจน์ ม4/6 เลขที่13 (119.42.65.83) on 2008-06-06 11:29

ได้รู้ว่าปัจจุบันเด็กไทยบางโรงเรียนยังไม่มีคอมพิวเตอร์เรียนหรือนั่ง2-3คนต่อเครื่อง หรือปัจจุบันเด็กไทยไม่ใช้คอมฯในการค้นหาข้อมูลแต่ใช้เพื่อเล่นสนุก และปัจจุบันก็ยังแก้ไม่หายdouble wink

#1 By ณัฐพจน์ ม4/6 เลขที่13 (119.42.65.83) on 2008-06-06 11:22