ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี

posted on 29 May 2008 12:38 by supranee-ssp

นวัตกรรมใหม่ในการชันสูตรศพ

23 พฤศจิกายน 2550 19:46 น.

 

            "การใช้ Digital Autopsy ไม่เพียงมีประโยชน์ในแง่การชันสูตรและเป็นข้อมูลในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นหากแต่ยังมีประโยชน์ในแง่การศึกษาของนักศึกษาแพทย์ที่อาจไม่มีโอกาสได้ศึกษาจากศพจริงมากนัก ซึ่ง Digital Autopsy จะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็นการเสียชีวิตในหลายกรณีถือเป็นการช่วยเพิ่มความชำนาญให้แพทย์ได้มากขึ้น"

            เทคโนโลยีDigital Autopsy สร้างนวัตกรรมภาพมิติช่วยให้การชันสูตรพลิกศพรวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการผ่าพิสูจน์ ช่วยบอกตำแหน่งต้องสงสัยของการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ พร้อมบอกข้อมูลของผู้ตายได้อย่างแม่นยำ อาทิ ระบุตัวบุคคล วันที่ สถานที่เกิดเหตุ สาเหตุการตาย เทคโนโลยีนี้เหมาะกับการชันสูตรศพที่ต้องใช้ระยะเวลาเร่งด่วน เช่น การเกิดภัยธรรมชาติ สึนามิ หรือเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ รวมถึงศพที่ไม่สามารถผ่าได้ เช่น ศพติดเชื้อที่อาจเป็น

โรคระบาดรุนแรง และศพชาวมุสลิม

            ขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมสามารถคลี่คลายคดีได้ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตคือการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งจะช่วยให้พิสูจน์สาเหตุของการเสียชีวิตได้อย่างถูกต้อง และจะถูกนำไปเป็นข้อมูลในชั้นศาลเพื่อใช้พิจารณาคดีต่อไป

            นอกจากนี้การชันสูตรพลิกศพยังใช้เพื่อพิสูจน์หาตัวบุคคลในกรณีที่ไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร ทว่าการชันสูตรพลิกศพด้วยรูปแบบปกติอาจไม่สามารถทำได้ในบางกรณี เช่น ศพเน่าเปื่อย 

ศพติดเชื้อ ศพที่เกิดจากการก่อการร้าย ซึ่งการผ่าชันสูตรพลิกศพอาจทำให้ระเบิดที่ฝังอยู่ในศพเกิดระเบิดขึ้นมาได้ หรือศพของชาวมุสลิมที่ไม่สามารถผ่าศพได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเชื่อทางศาสนา    ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนา เทคโนโลยีการชันสูตรพลิกศพด้วยระบบดิจิทัลหรือ Digital Autopsy ขึ้นมาใช้แทนการชันสูตรพลิกศพแบบดั้งเดิมเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว และลดภาระงานของบุคลากรนิติเวช    ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการชันสูตรพลิกศพด้วยระบบดิจิทัล สถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงจัดการบรรยายพิเศษเรื่อง Digital Autopsy นวัตกรรมใหม่ในการชันสูตรพลิกศพโดยดร.ปราโมทจี บากาลี พยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช จากประเทศมาเลเซีย และมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการชันสูตรพลิกศพเข้าร่วม อาทิ ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ทนายความ พยาธิแพทย์ นักนิติวิทยาศาสตร์แลนักวิชาการ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน2550 

            ดร.ปราโมทจี บากาลี พยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช กลุ่มบริษัท อินโฟวาลเล่ย์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยีการชันสูตรพลิกศพด้วยระบบดิจิทัล หรือ Digital Autopsy เป็นการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสแกนร่างกายของผู้เสียชีวิตและประมวลผลออกมาเป็นร่างกายแบบ 3 มิติซึ่งจะช่วยให้เห็นรายละเอียดของศพได้ครบถ้วน จึงใช้ในการระบุตัวผู้เสียชีวิต วันที่ และสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงลักษณะหรือสาเหตุของการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งผลการชันสูตรด้วยระบบดิจิทัลยังสามารถนำมาใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานต่อศาลได้ และข้อมูลในส่วนนี้ยังเป็นสิ่งที่ฝ่ายคู่ความสามารถนำมาเรียกดูได้   ภาพร่างกายจำลองแบบมิติ(3D Virtual Body) ซึ่งได้จากการถ่ายโดย16-slices CT scanner จะช่วยให้บุคลากรด้านนิติเวชมองเห็นร่างกายของผู้เสียชีวิตได้ทุกด้านตั้งแต่ภาพร่างกาย               ภายนอก กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน และโครงกระดูกโดยไม่ต้องผ่าพิสูจน์จริง วิธีการนี้จะทำให้สามารถวิเคราะห์ร่องรอยและสาเหตุการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติได้ ทั้งนี้ จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า กว่า 85% ของศพที่ถูกส่งเข้ามาชันสูตรสามารถวิเคราะห์ร่องรอยสาเหตุการเสียชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าศพชันสูตรเลย  นอกจากนี้ยังช่วยระบุตำแหน่งในร่างกายในรายที่จำเป็นต้องผ่าพิสูจน์ ซึ่งจะช่วยลดงานของแพทย์ และลดการรบกวนร่างผู้เสียชีวิต ในกรณีที่เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อญาติอันเนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนา 

            การนำเทคโนโลยีDigital Autopsy เข้ามาใช้มิได้เป็นการนำมาแทนที่การชันสูตรแบบดั้งเดิมทั้งหมด แต่เป็นนำมาใช้เพื่อช่วยให้การชันสูตรพลิกศพบางกรณีเท่านั้น อาทิ ชันสูตรศพที่เน่าเปื่อย ซึ่งการชันสูตรพลิกศพด้วยวิธีดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ ชันสูตรศพเพื่อระบุตัวบุคคลในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว การเกิดอุบัติเหตุ เช่น เครื่องบินตก และการเกิดเหตุก่อการร้าย เช่น การวางระเบิด เป็นต้น 

            Digital Autopsy จะใช้เวลาการวิเคราะห์เพียงไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องอาศัยการชันสูตรพลิกศพ ศพจึงไม่เน่าเปื่อยจนไม่สามารถผ่าชันสูตรได้ ชันสูตรศพที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโรคระบาดร้ายแรงบุคลากรนิติเวชไม่สามารถสัมผัสศพได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น โรคซาร์ส โรคอีโบล่า และไข้หวัดนก เป็นต้น

            การใช้Digital Autopsy ไม่เพียงมีประโยชน์ในแง่การชันสูตรและเป็นข้อมูลในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นหากแต่ยังมีประโยชน์ในแง่การศึกษาของนักศึกษาแพทย์ที่อาจไม่มีโอกาสได้ศึกษาจากศพจริงมากนัก ซึ่ง Digital Autopsy จะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็นการเสียชีวิตในหลายกรณีถือเป็นการช่วยเพิ่มความชำนาญให้แพทย์ได้มากขึ้น 

อย่างไรก็ดีการนำ Digital Autopsy มาใช้ในประเทศไทยยังต้องมีการศึกษาด้านเทคนิคต่อไปโดยเฉพาะการนำข้อมูลมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ต้องมีการให้ข้อมูลที่มาที่ไปของข้อมูลจากการวิเคราะห์ด้วยระบบดิจิทัลกับทนายและอัยการเพื่อใช้ในการพิจารณาคดีต่อไป 

 

สำนักงานกิจการยุติธรรมกระทรวงยุติธรรม

 

http://www.komchadluek.net/2007/11/column/m018_174964.php?news_id=174964