เอกลักษณ์ของชุมชน

posted on 12 Jun 2008 14:54 by supranee-ssp

ลัจงบอกถึงเอกกษณ์ของชุมชนสมุทรปราการที่นักเรียนภาคภูมิใจ

edit @ 5 Aug 2008 17:22:45 by supranee-ssp

Comment

Comment:

Tweet

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง อ.พระปะแดง จ.สมุทรปราการจุดมุ่ง

หมายหลัก “สร้างตลาดขึ้นมาใหม่” เพื่อใช้เป็น
สถานที่สำหรับขายสินค้าของชุมชนบางน้ำผึ้ง และตำบลใกล้เคียง
ฝั่งเมืองพระประแดง จนถึงปัจจุบันเติบโตจนเป็นแหล่งท่องเที่ยว
แห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ของ
เมืองไทยเที่ยวได้ชิมได้ชมได้ที่ “ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ”

องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้งและประชาชนในพื้นที่
ปลุกวิถีชีวิตดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ พร้อมใจสร้าง "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าผลิตผลทางการเกษตรและได้ขยายกรอบการดำเนินงานให้กว้างขึ้น เพิ่มสินค้าในตลาดให้หลากหลายทั้งของกินของใช้ของฝากนานาชนิด จัดเป็นซุ้มให้มีทางเดินยาวกว่า 2 กิโลเมตร ขนานไปกับคลองซอยสายเล็ก ๆ ที่แตกแขนงจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาในพื้นที่ที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน จัดจำหน่ายต้นไม้นานาพันธุ์, ปลาสวยงามหลากชนิด, และผลิตผลของชาวบ้าน เช่น มะพร้าวอ่อน มะม่วง น้ำดอกไม้ กล้วยหอม ชมพู่มะเหมี่ยว, ขนมหวานพื้นเมืองฝีมือ ชาวบ้าน เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก กล้วยแขก ม้าฮ่อ ขนมตระกูลทอง กาละแมกวน ฝอยเงินที่ใช้ไข่ขาวต้มในน้ำเชื่อม รสหวานชุ่มคอ หมี่กรอบโบราณ ฯลฯ อาหารคาว เช่น ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ไส้กรอกโบราณ ห่อหมกหมู หอยทอดในถาดขนมครก ไก่สะเต๊ะ น้ำพริกต่าง ๆ พร้อมเลือกผักเคียงข้างจาน เช่น ผักกระถิน ผักบุ้ง ผักหนาม ผักดองชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปพืชผักให้มีรับประทานนอกฤดูกาล

นอกจากนี้ในตลาดน้ำใกล้กรุง ฯ แห่งนี้ยังเป็น ศูนย์รวมสินค้า OTOP ที่สร้างสรรค์จากคนในชุมชนบางน้ำผึ้ง และตำบลใกล้เคียงในจังหวัดสมุทรปราการ เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากทะเลอย่างกุ้งแห้ง กะปิ หอยดอง ภาพประดิษฐ์จากรกมะพร้าว ของตกแต่งบ้าน – ดอกหญ้าหลากสี,โมบายล์ ลูกตีนเป็ดรูปร่างแปลกตา เป็นต้น

ใครจะนั่งชมบรรยากาศตลาดริมน้ำ พร้อมทั้งรับประทานอาหารอร่อย ๆ ที่มีให้เลือกทั้งก๋วยเตี๋ยวหมู เย็นตาโฟ บะหมี่หมูแดง ราดหน้า กระเพาะปลา ข้าวตู หมี่กรอบ ข้าวหน้าต่าง ๆ ขนมจีน น้ำยา น้ำพริกหรือจะเลือกผสมกับแกง แกล้มกับผักสดผักดอง แม่ค้าพ่อขายจะลอยลำเรือ พร้อมรับ รายการอาหารจาก นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมาเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ จับจองเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย นั่งพูดคุยและชมบรรยากาศตลาดริมน้ำและสวนเกษตร ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ หรือเช่าเรือพายชมสวนและตลาดน้ำ เขาก็มีบริการพายเรือจนเมื่อย หากมีเวลามากหน่อยจะพายให้ถึง ประตูน้ำ ที่จะออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะได้ชมบรรยากาศของบ้านเรือนในวิถีไทย ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์









#6 By ด.ช.พิพัฒน์ กุลธนวุฒิ / ด.ญ.พรณิภา ทวีสุขอนันตชัย ม.3/8 (119.42.71.175) on 2008-06-16 11:29

อ.บางพลี ตลาดน้ำโบราณบางพลี ตลาดริมน้ำเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี
ำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

ตลาดน้ำโบราณบางพลี
เป็นตลาดเก่าแก่ริมคลองสำโรง พื้นตลาดเป็นพื้นไม้
สามารถเดินติดต่อกันได้ ยาวกว่า 500 เมตร
เดิมชื่อตลาด “ ศิริโสภณ ” สันนิษฐานว่า ชาวจีนเข้ามาเปิดร้าน
ในตลาดนี้ราว พ.ศ.2400 ตลาดนี้จึงน่าจะมีอายุประมาณ 149 ปี
เป็นตลาดโบราณริมคลองสำโรงเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากไฟไหม้
และยังคงสภาพเดิมเหมือนแรกสร้าง



ตลาดน้ำโบราณบางพลีเป็นชุมชนใหญ่ชุมชนหนึ่งและมี
ความรุ่งเรืองมากในอดีต เป็นตลาดขนส่งสินค้า และผู้โดยสาร
จากภาคตะวันออกชายฝั่งทะเลสู่กรุงเทพมหานคร

การเดินทางในสมัยก่อน ใช้เรือเป็นพาหนะเดินทางโดยการแจว
พายและแล่นใบเดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าจะอยู่ใน
คลองสำโรง ตลาดน้ำบางพลีถือเป็นตลาดน้ำประวัติศาสตร์
แห่งหนึ่ง มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและมี วัฒนธรรมที่ดีงามสั่งสม
อยู่มากมายสมควรอนุรักษ์ฟื้นฟูให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและ
หวงแหนวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรพบุรุษสืบต่อไปดังคำกลอน
ของสุนทรภู่


“ ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ
ดูระกะดาษทางไกลไปกลางทุ่ง
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง
ต้องลากจูงจ้างควายอยู่รายเรียง
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด
เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
แจวตะกูดเกะกะประกะเชียง
บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย ”

ระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตร ตลอดแนวสองฝั่งทางเดินที่ขนาน
ไปกับคลองสำโรงของตลาดน้ำโบราณบางพลี ถูกจับจองจาก
แม่ค้าพ่อค้าที่อาศัยอยู่มาแต่ดั้งเดิมจำหน่ายสินค้านานาชนิด
ทั้งอาหารอร่อย ขนมหวาน ของใช้นานาชนิด ของตกแต่ง
บ้านเรือน ของฝาก ร้านเสริมสวย ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขาย
สัตว์เลี้ยง ฯลฯ

อิ่มตา ด้วยทิวทัศน์ของคลองสำโรงที่ประดับประดาไปด้วยเรือ
ขายอาหาร ขนม ผลไม้ตามฤดูกาลของชาวบางพลีที่พายไปมา
และเรือที่ชาวบ้านยังใช้สัญจรไปมาในชีวิตประจำวัน

เดินเท้ามาถึงกลางตลาด ชาวชุมชนได้จัดเป็นนิทรรศการ
“ ภาพเก่าเล่าเรื่อง ” จัดแสดงภาพถ่ายสมัยเก่าเมื่อเริ่มแรก
ตั้งตลาด และเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพการประมง
และการเกษตร อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำมาจัดในนิทรรศการ ได้รับ
บริจาคมาจากคนเก่าคนแก่ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตและ
ได้เก็บรักษาเป็นอย่างดี

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดสมุทรปราการฝั่งบางพลี
ต้องไม่พลาดแวะเที่ยวในสามจุดสำคัญนี้ ปิดทองหัวใจพระ
ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง , กราบขอพรหลวงพ่อโตที่วัดบางพลี
ใหญ่ใน, จากนั้นใช้เวลาสัก 1 ชั่วโมง เดินมาท้ายวัด เลือกซื้อ
อาหารอร่อย ขนมหวาน หรือของฝากที่ ตลาดน้ำโบราณบางพลี
ชมวิถีชีวิตริมน้ำ ก่อนเดินทางกลับหรือเดินทางไปท่องเที่ยว
ในสถานที่ใกล้เคียง เช่น ชมสิงห์คู่ที่สร้างจากหินหยกเขียว
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ มูลนิธิธรรมกตัญญู , ชมพิพิธภัณฑ์
กลางแจ้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่เมืองโบราณ,ชมพระอาทิตย์
ตก และชมฝูงนกนางนวล(พฤศจิกาย-พฤษภาคม) ที่สะพาน
สุขตา - สถานตากอากาศบางปู

การเดินทาง จากกรุงเทพ ฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรปราการ
ใช้ถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกบางนา จากนั้นใช้ถนน
บางนาตราด ขับตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร กลับรถเพื่อตัด
เข้าถนนกิ่งแก้ว – บางพลี (ประมาณ 2 กิโลเมตร) เลี้ยวซ้าย
ถึงวัดบางพลีใหญ่ใน เดินเท้าอีกนิดไปที่ท้ายวัดจะถึงตัวตลาด
น้ำโบราณบางพลี

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 8 โทร.0-3731-2282,0-3731-2284 www.tat8.com







#5 By ด.ญ.ชารียา ด.ญ.ธารารัตน์ ม.3/8 เลขที่ 23 และ 32 (119.42.64.89) on 2008-06-16 11:18

ชุมชนบ้านสาขลา เลื่องชื่อเรื่องการทำนาเกลือและกุ้งเหยียด

การทำนาเกลือเป็นอาชีพหลักของชาวสาขลามาตั้งแต่ครั้งดึกดำ ชาวนาเกลือก็จะเปลี่ยนอาชีพไปทำการประมง เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ทำให้รายได้ไม่สม่ำเสมอ และเกลือในท้องที่ก็ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น เพราะต่างประเทศ บรรพ์
บ้านสาขลา เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมคลองสาขลา ในตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพประมงชายฝั่ง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้ง และปูทะเล และกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนา ได้ริเริ่มทำ "กุ้งเหยียด" ทำให้มีรสอร่อยเก็บเอาไว้ได้นาน ถึงกับกล่าวกันว่าใครไปบ้านสาขลา แล้วไม่ได้กินกุ้งเหยียด ถือว่ามาไม่ถึงบ้านสาขลา แถมยังมีขายเพียงแห่งเดียว จะมีอีกแห่งก็ชาวบ้านสาขลานำไปขายเอง ที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ที่พระประแดง ในวันเสาร์ - อาทิตย์ ราคาจะแพงกว่าซื้อที่บ้านสาขลาเล็กน้อย อยากกินหรืออยากรู้จัก กุ้งเหยียดก็ไปบ้านสาขลา มีให้ซื้อเอามากินได้ทุกวัน
จะไปบ้านสาขลา ก็ต้องไปอำเภอพระสมุทรเจดีย์ เส้นทางไปอำเภอนี้ ผมไปจากบ้านลาดพร้าว ขึ้นทางด่วนไปลงได้สองแห่ง ตอนเที่ยวไปผมลงจากทางด่วน ก่อนข้ามพระรามเก้าคือ ลงตามป้ายที่บอกว่าไปลงถนนพระราม ๓ แล้ววิ่งตามป้ายไปเพื่อข้ามสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ซึ่งผมกำลังเห่อที่จะวิ่งข้ามไป เคยวิ่งข้ามมาในวันที่ไปชิมอาหารร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ไปสบาย ๆ คือ ข้ามสะพานพระราม ๙ แล้วชิดซ้ายลงสู่ถนนสุขสวัสดิ์ พอลงถนนสุขสวัสดิ์แล้วก็เลี้ยวซ้าย วิ่งไปลอดใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ผ่านสามแยกพระประแดง ลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำ ที่กำลังสร้างอีกแห่งหนึ่ง (น่าจะข้ามไปลงใกล้ ๆ ปากน้ำ) จนถึงสามแยกหอนาฬิกา หากเลี้ยวขวาจะไปยังที่ตั้งอำเภอพระสมุทรเจดีย์ และไปบ้านสาขลา หากตรงไปประมาณ ๑ กม. จะถึงริมแม่น้ำที่เป็นปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งที่เป็นที่ตั้งของวัดพระสมุทรเจดีย์ วิ่งเลยประตูไปก่อน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าลานจอดรถ ที่อยู่หน้าทางเข้าสวนสิริกิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระสมุทรเจดีย์
พระสมุทรเจดีย์ เดิมเป็นเจดีย์กลางน้ำ แต่เนื่องจากแผ่นดินงอกออกไป ทำให้พระสมุทรเจดีย์กลายมาเป็นพระเจดีย์ตั้งอยู่บนบก หากอยากมองว่าเป็นกลางน้ำ ต้องข้ามไปมองมาจากฝั่ง "ปากน้ำ" ริมตลิ่งด้านหน้าพระสมุทรเจดีย์ เป็นเกาะน้อย ๆ มีคลองกั้น มีท่าเรือ ซึ่งเรือข้ามฟากจากฝั่งปากน้ำ (รถข้ามมาไม่ได้) จะมาส่งคนโดยสารที่ท่าข้าง ๆ พระสมุทรเจดีย์ มองจากฝั่งปากน้ำกลับมาจะยังเห็นเป็นเจดีย์กลางน้ำ ที่เมื่อก่อนนี้ชาวเรือถือว่า มองเห็นพระเจดีย์เมื่อใดก็แสดงว่า ใกล้เทียบท่ากรุงเทพ ฯ แล้ว เตรียมตัวได้
ประวัติของพระสมุทรเจดีย์ เป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ ๒ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๕ แต่เสด็จสวรรคตเสียก่อน รัชกาลที่ ๓ โปรด ฯ ให้สร้างพระเจดีย์กลางเกาะ ใกล้ป้อมผีเสื้อสมุทร ก่อสร้าง ๓๐ ต.ค.๒๓๗๐ แล้วเสร็จ ๒๘ พ.ค.๒๓๗๑
sad smile

#4 By ชุดาภรณ์ ธัญญา ม.3/8 (119.42.65.229) on 2008-06-12 15:40

ชุมชน:คลองด่าน เลื่องชื่อเรื่อง: การประมง

ชุมชนพยายามรักษาเอกลักษณ์โดย:คลองด่านเป็นแหล่งที่มีการทำประมงโดยมาก เพราะคลองด่านจะมีแหล่งน้ำเค็มที่มีสัตว์ทะเลอยู่มาก โดยสภาพพื้นที่ จังหวัดเหมาะต่อการทำประมงทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม เพราะที่ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ติดชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย มีลำคลองสำคัญหลายสาย จึงเป็นสาขาการเกษตรที่ทำรายได้แก่จังหวัดมากกว่าภาคเกษตรอื่น ๆ การประมงน้ำจืดที่สำคัญ และมีการเลี้ยงมากที่สุดของประเทศ ซึ่ง อ.บางบ่อ มีผลผลิตมากที่สุดคือ ปลาสลิด นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงปลาเบญจพรรณ ได้แก่ ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาดุก ส่วนพื้นที่แนวชายฝั่งทะเล ซึ่งยาวประมาณ 47 กิโลเมตร ในเขตพื้นที่ บางบ่อ มีความอุดมของแร่ธาตุจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนานาพันธุ์ เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ้วย หอยแครง หอยแมลงภู่ ปลากระพงขาว และปูทะเล เป็นต้น จนเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

#3 By เด็กหญิงเจกิตาน์ ศุภพิพัฒน์ เลขที่ 22และ เด็กหญิงอิศราภรณ์ ชมดง เลขที่ 46 (119.42.68.20) on 2008-06-12 15:32

ชุมชน บางบ่อ เลื่องชื่อเรื่องปลาสลิด

ชุมชนพยายามรักษาเอกลักษณ์โดย ช่วยกันเพาะพันธุ์ปลาสลิด และการที่บางบ่อเลื่องชื่อปลาเพราะที่บางบ่อเป็นเขตน้ำกร่อย หรือน้ำเค็มปนน้ำจืด ทำให้เกิดไรแดงจำนวนมาก ซึ่งไอ้เจ้าไรแดงเนี่ย เป็นอาหารหลักของปลาสลิดเขาครับ ทำให้ปลาสลิดบางบ่อ เข้มแข็ง เนื้ออร่อย ชื่อเสียงถึงได้ดังไปทั่วโลก เมื่อปลาสลิดสดถูกแปรสภาพเป็นปลาสลิดทอดกรอบ บรรจุถุงเพื่อการส่งออก ทำให้กลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ชื่นชอบรับประทานปลาสลิด แต่ไม่ชอบการทอด รวมถึงคนรุ่นใหม่ เนื่องจากสามารถรับประทานเป็นอาหารทานเล่นได้ แถมยังสามารถคงความสด กรอบของเนื้อปลาสลิดได้ รวมถึงไม่อมน้ำมันที่เป็นสาเหตุของการเหม็นหืนอีกด้วย

“ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์/เดือน โดยใช้ปลาสลิดบางบ่อประมาณ 500 กิโลกรัม/วัน ซึ่งสามารถแบ่งสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศประมาณ 15-20% และในต่างประเทศ 80% โดยลูกค้าในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร และร้านขายของชำ ส่วนราคาขายจะอยู่ที่ 85-95 บาท ส่วนในปีนี้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นอีก ถึง 300% เพราะทางบริษัทฯ จะรุกตลาดต่างประเทศมาก รวมถึงจะกู้เงินจาก เอสเอ็มอีแบงก์เพิ่มขึ้น เพื่อมาลงทุนในเรื่องเครื่องจักร เพื่อให้ได้กำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด"

ส่วนการทำการตลาดในต่างประเทศ ถือเป็นช่องทางการจำหน่ายที่ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารที่ต้องผ่านขึ้นตอน และได้รับมาตรฐานในเรื่องความปลอดภัยที่แต่ละประเทศ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าสากลมากที่สุด โดยปลาสลิดทอง นอกจากจะได้รับมาตรฐานจาก อย. (องค์การอาหารและยา) แล้ว ยังได้รับมาตรฐาน USFDA (United States Food & Drug Administration) ซึ่งเปรียบเหมือน อย. ของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นใบเบิกทางในการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันประหลาดสลิดทอดกรอบของไทยสามารถส่งไปยังประเทศ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐนิวยอร์ค, แอลเอ และชิคาโก ส่วนในปี 2549 นี้ จะเริ่มขยายตลาดมากขึ้นอย่างประเทศออสเตรเลีย และในภูมิภาคเอเชีย โดยขณะนี้ได้มีการรองรับในเรื่องของแพคเกจไว้แล้ว โดยได้ผลิตแพคเกจที่มีทั้ง 3 ภาษาหลัก คือ ไทย อังกฤษ และจีน เพื่อลดความยุ่งยากในการนำเข้า จนเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน

#2 By ด.ญ.อชิรญา พลคชา /ด.ญ.อมรา ไพบูลย์รุ่งเรือง ม.3/8 (119.42.65.229) on 2008-06-12 15:29

#1 By (119.42.68.20) on 2008-06-12 15:25